ใช้งานอินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยไม่มีปัญหากวนใจ

คนจำนวนไม่น้อยมายที่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเองแต่ว่าก็อยากที่จะเชื่อมต่อกับโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้คนที่เดินทางไปในช่วงหยุดงานและไม่ได้นำเครื่องแลปทอปไปด้วยแม้กระนั้นก็อยากที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อกับเพื่อนเกลอ ครอบครัว แล้วก็ผู้มาร่วมงาน นักธุรกิจที่เดินทางไปโดยไม่ต้องการที่จะอยากนำเครื่องแลปทอปไปด้วยก็ยังอยากได้ที่จะใช้อีเมล์และก็แลกเอกสารทางธุรกิจที่สำคัญ

ที่กล่าวมาทั้งปวงนี้เป็นเหตุผลสำหรับในการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางจุดเชื่อมต่อในที่ส่วนรวม อย่างเช่น อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ สถานที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตตามท่าอากาศยาน เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะในเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์หอสมุด หรือสถานที่อื่นๆแนวทางการเข้าถึงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตนี้แม้ว่าจะสามารถทำเป็นอย่างสะดวกสบาย แม้กระนั้นก็เป็นแนวทางที่จะต้องให้ความระวังด้วยด้วยเหมือนกัน

คำเสนอแนะสำหรับเพื่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านจุดเชื่อมต่อสาธารณะ
▪ แน่ใจว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคุณมีการจัดตั้งโปรแกรม anti-virus ปัจจุบัน รวมทั้งอัพเดทโปรแกรมหรือฐานข้อมูลเชื้อไวรัสอยู่ตลอดเมื่อมีการแจ้งเตือน เพื่อคุ้มครองปกป้องเชื้อไวรัสจำพวกใหม่ๆที่บางทีอาจรังแกกับวัสดุอุปกรณ์ของคุณ
▪ ควรจะจัดตั้งโปรแกรมไฟร์วอลล์ (Firewall) เพื่อคุ้มครองป้องกันการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และก็โทรศัพท์เคลื่อนที่ของคุณโดยผู้มิได้รับอนุญาต แล้วก็ควรจะแน่ใจว่ามีการอัพเดทโปรแกรมอยู่ตลอด
▪ เลี่ยงการดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆเหตุเพราะอาจมีซอฟท์แวร์สืบ (Spyware) ซ่อนเร้นมาพร้อมกับไฟล์ด้วย
▪ หลบหลีกวิธีการทำรายการที่ใช้ข้อมูลบัตรเครดิต วิธีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการคลัง เนื่องจากว่าซอฟท์แวร์สืบสามารถแอบดักข้อมูลแล้วก็เข้าถึงรหัสผ่าน เลขบัตรเครดิต และก็บันทึกเว็บที่ผู้ใช้เข้าถึงได้

ซอฟท์แวร์สืบ เป็นซอฟท์แวร์ที่วางแบบเพื่อสังเกตการณ์หรือดักจับข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ต โดยจะถูกจัดตั้งไว้ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ (ด้วยความยินยอมพร้อมใจจากผู้ใช้หรือไม่ก็ตาม) เมื่อมีการดาวน์โหลดไฟล์ ซอฟท์แวร์ เกม หรือสกรีนเซฟเวอร์ จากเว็บต่างๆมายังอุปกรณ์ของพวกเรา ซึ่งจะก่อให้การใช้แรงงานบนคอมพิวเตอร์ชักช้า เพราะการใช้ทรัพยากรระบบที่สูงเกินธรรมดา มีผลไปถึงความย่ำแย่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
ข้อแนะนำสำหรับเพื่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ
▪ ให้ปิดเว็บไซต์บราวเซอร์ทั้งหมดทั้งปวงที่เปิดใช้งานหลังการใช้งานเสร็จแล้ว
▪ ล้างหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ (Cache) ในเว็บไซต์บราวเซอร์หลังใช้งานเสร็จแล้ว ซึ่งจะช่วยลดจังหวะที่คนอื่นๆจะสามารถเขาถึงข้อมูลส่วนตัวของท่านได้
▪ ให้ล้างบันทึกเรื่องราวใช้งาน (History settings) ในเว็บไซต์บราวเซอร์หลังจากที่ได้มีการใช้งานเสร็จแล้ว
▪ ไม่อนุญาตให้เครื่องคอมพิวเตอร์จำรหัสผ่านให้ ดังเช่นว่า ควรต้องคลิกตัวเลือกการจำรหัสผ่านออก
▪ ไม่คีย์ข้อมูลลับหรือส่วนตัวที่เป็นความลับอะไรก็ตามโดยผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ

◊ เว็บเพจที่มีการเสริมความปลอดภัย (Secure Web Pages)

ปัจจุบันนี้ธุรกิจ e-Commercec กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากมาย ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งให้กรุ๊ปไม่ชฉาชีพจากการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ด้วยเหตุนี้ผู้บริโภคควรจะพินิจว่าเว็บนั้นๆเป็นเว็บของร้านหรือธุรกิจที่ถูกตามกฎหมาย และก็มีนโยบายแนวทางการทำธุรกรรมผ่านทางโครงข่ายที่ดีหรือเปล่า เพราะในขั้นตอนของการสั่งซื้อ ผู้บริโภคบางทีอาจจำเป็นจะต้องให้ ข้อมูลส่วนตัวแล้วก็ลำดับที่บัตรเครดิตกับร้านค้านั้นโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยก่อนจะให้ข้อมูลส่วนตัวไปคนซื้อต้องตรวจทานว่าข้อมูลที่ส่งให้ทางอินเทอร์เน็ตนั้นจะเป็นไปโดยสวัสดิภาพ

กรรมวิธีตรวจดูอย่างง่าย เพื่อวิเคราะห์ว่าเว็บหนึ่งๆได้รับการ เสริมความปลอดภัยหรือเปล่า
▪ แนวทางที่ 1 : สำหรับระบบที่ใช้ไมโครซอฟท์วินโดว์ส
– คลิกปุ่มขวาของเมาส์ในระหว่างที่เมาส์เพียงพอยเตอร์อยู่ตรงช่องว่างบนเว็บเพจ และก็เลือก “Properties” จะปรากฏหน้าต่างแสดงข้อมูลของหน้านั้นๆ
– หลังจากนั้นคลิกที่ “Certificates” (หนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์)
ถ้าเว็บเพจนั้นมิได้รับการเสริมความปลอดภัยก็จะมีใจความกล่าวว่าหน้านั้นไร้ใบรับประกันอิเล็กทรอนิกส์อยู่ แต่ว่าถ้าหากเว็บเพจนั้นมีการเสริมความปลอดภัยก็จะมีใจความกำหนดขนาดของกุญแจ (Key) สำหรับเว็บเพจนั้น ซึ่งขนาดที่ สมควรของกุญแจจะต้องเป็น 128 บิตเป็นอย่างต่ำ
การกระทำตามคำแนะนำข้างต้นนี้ ก็จะสามารถรู้ได้ว่าข้อมูลส่วนตัวที่ส่งผ่านไปทางอินเทอร์เน็ตจะได้รับการส่งไปโดยสวัสดิภาพหรือเปล่า
▪ แนวทางที่ 2 : มองที่ช่อง “Address” ในบราวเซอร์ว่าที่อยู่ของเว็บไซต์นั้นเริ่มด้วยคำ “https” หรือ “http” ถ้าเกิดเว็บไซต์นั้นได้รับการเสริมความปลอดภัย ที่อยู่ของเว็บไซต์นั้นจะเริ่มต้นด้วยคำ “https” แนวทางนี้จะสามารถรู้ได้ว่าเว็บไซต์หนึ่งๆได้รับการเสริมความปลอดภัยไหม แม้กระนั้นจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมีความปลอดภัยในระดับใด เนื่องจากว่าจะไม่รู้ขนาดของกุญแจที่ใช้งาน
▪ แนวทางที่ 3 : ให้ตรวจทานที่ข้างล่างของหน้าต่างบราวเซอร์ว่ามีการแสดงสัญลักษณ์ใดๆก็ตามที่แสดงถึงการเสริมความปลอดภัยหรือเปล่า ปกติจะ ปรากฏเป็นรูปกุญแจสายยูที่ล็อกแล้ว หรือรูปกุญแจที่ไม่หัก เช่นเดียวกันกับแนวทางลำดับที่สอง แนวทางลักษณะนี้ไม่สามารถที่จะพูดได้ว่าเว็บไซต์นั้นมีความปลอดภัยในระดับ ใด นอกจากนี้แล้วในเว็บเพจบางจำพวก (ดังเช่นว่า เว็บเพจที่ใช้เฟรม) บางทีก็อาจจะไม่มีการแสดงสัญลักษณ์นี้ปรากฏให้มองเห็น